ศิลปะกับสถาปัตยกรรม
ศิลปะกับสถาปัตยกรรม โดย แคลวิน ทอมคินส์
จากนิตยสาร The New Yorker
ในช่วงทศวรรสุดท้าย บรรดางานศิลปขนาดใหญ่ ซึ่งมีไม่น้อยที่เป็นประเภทนามธรรมล้วนๆได้แพร่หลายออกไปอย่างมากทั่วทั้งสหรัฐ โดยที่งานนี้เกิดจากการแสดงอารมณ์ของศิลปินเองออกมา จึงได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเข้ากันไม่ได้อย่างสิ้นเชิงกับสิ่งแวดล้อมโดยรอบ.
อย่างไรก็ตาม แคลวิน ทอมคินส์ ให้ทรรศนะว่า ศิลปินผู้บุกเบิกจำนวนหนึ่งได้ริเริ่มสร้างศิลปะประเภทที่มุ่งประโยชน์มากกว่าขึ้นมาใหม่ โดยที่มีการนำเอาเรื่องการใช้ประโยชน์จากที่ว่างของประชาชน ตลอดจนความต้องการในสถานที่นั้นๆมาเป็นข้อพิจารณา งานทั้งหลายนี้จึงมีลักษณะเหมือนๆกับการให้ความสนใจแต่เดิมของงานสถาปัตยกรรม
ทอมคินส์ ซึ่งเป็นนักวิจารณ์ศิลปกรรมประจำนิตย์สารThe New Yorker: คือผู้ประพันธ์หนังสือเรื่อง The Scene:Reports on Post-Modern Art.----------------------------
การผสมผสานกันระหว่างศิลปะกับสถาปัตยกรรมย่อมต้องมีอุปสรรคอยู่บ้าง กระนั้นก็ดี ปรากฎว่าความเกี่ยวพันแบบขาดๆหายๆ มาแต่โบราณกาลนี้กำลังจะก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ที่ได้รับแรงกระตุ้นเป็นบางส่วนโดยโครงการศิลปะในที่สาธารณะต่างๆ
รอเบิร์ต เออร์วิน ศิลปินผู้ซึ่งมีความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับโครงการศิลปในที่สาธารณะทั้งหลาย ได้กล่าวบางสิ่งบางอย่างที่อาจหาญไว้ในปาฐกถาของเขา ตามความเห็นของเออร์วิน ศิลปในที่สาธารณะ(Public Art)คือคำนิยามใหม่ของคำว่าศิลปะในยุคของเรา . เขากล่าวว่า ในสังคมที่ใช้คอมพิวเตอร์กันมากขึ้นนี้ งานที่จำเป็นยิ่งของศิลปินก็คือการรักษาความสัมพันธ์กับมนุษย์เอาไว้ คือพยายามสอดใส่คุณค่าของมนุษย์เข้าไปในการตัดสินใจต่างๆ ซึ่งใช้เทคโนโลยี่ชั้นสูงเข้าช่วย,งานต่างๆของตัวเออร์วินเองครอบคุมด้านต่างๆ อย่างกว้างขวาง นับตั้งแต่ประเภทที่มุ่งประโยขน์ใช้สอยพอประมาณไปจนถึงประเภทที่จัดว่ามุ่งที่สุนทรียภาพอย่างสูง ทว่า ทั้งหมดล้วนมีบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับสถาปัตยกรรมด้วย. งานของเขาส่วนใหญ่ได้รับการเห็นชอบและสร้างขึ้นมา ปัญหาที่แท้จริงของเขามิได้เกี่ยวกับสถาบันศิลปะ หากแต่อยู่ที่บรรดาวิศวกรด้านความปลอดภัย,นักการเมืองและผู้วางผังเมือง(เขาบอกว่า โครงการศิลปในเมืองส่วนใหญ่มิได้มีลักษณะของเมืองใหญ่ที่แท้จริง เพราะโดยมากมักจะไปอยู่ตามสวนสาธารณะหรือไม่ก็บนพื้นที่ว่างเปล่า)กระนั้นก็ตาม แม้จะมีปัญหาต่างๆเป็นอันมาก แต่ความต้องการงานของเขากลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆสำหรับตัวเขาและศิลปินอื่นๆอีกจำนวนหนึ่งเป็นต้นว่า ซีอาห์ อาร์มาจานี, สก๊อต เบอร์ตัน,ริชาร์ด ไฟลช์เนอร์, มารี่ มิส , แจ๊คกี้ เฟอร์รารา , จอร์จ ทราคาส , แนนซี่ โฮท์, เจมส์ เทอร์เรล , เอเธนนา ทาชา , และคนอื่นๆอีกห้าหกคน, แต่ทว่างานของศิลปินเหล่านี้บางครั้งก็แทบจะแยกไม่ออกจากสถาปัตยกรรม. ศิลปินกลุ่มนี้สนใจที่จะประดิษฐ์โครงสร้างต่างๆ ด้วยความมุ่งหมายด้านให้ประโยชน์ใช้สอยมากกว่าที่จะสร้างปฎิมากรรมให้กับห้องแสดงศิลปกรรมหรือนักสะสม.เรื่องนี้ออกจะทำให้เหล่าสถาปนิกกระวนกระวายใจบ้างเล็กน้อย,"สถาปนิกหลายคนรู้สึกว่าเรากำลังแย่งทำสิ่งที่พวกเขากำลังทำ," อาจานี่กล่าว "ทว่างานของเรามิได้มีความมุ่งหมายเช่นนั้น งานของเรามิได้มุ่งหวังที่จะเพิ่มคุณค่าของสถาปัตยกรรมหรือว่าดัดแปลงแก้ไขใหม่ หากแต่เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันเหมือนกับน้ำที่อยู่ในถ้วยแก้ว ก็เพราะว่า สถานที่สาธารณะนั้นอยู่ล้อมรอบตัวเราทั้งสองฝ่าย."
อามาจานี ได้รับความเคารพนับถือเป็นอย่างมากจากศิลปินท่านอื่นๆ ในกลุ่มนี้, เขาเกิดในเตหะราน ประเทศอิหร่าน ออกเดินทางมายังสหรัฐในปี ค.ศ.1960 ขณะมีอายุได้ 20ปี เพื่อมาศึกษาที่แมคอะเลสเตอร์ คอลเลจ ในเมืองเซนต์พอล รัฐมินนีโซตา แล้วก็อาศัยอยู่ในแถบนั้น. ศิลปะสำหรับเขาเป็นเรื่องของการเรียนรู้สังคม เป็นหนทางที่จะทำให้เข้าใจอเมริกา, การศึกษาสถาปัตย์กรรมอเมริกาของเขาในระยะแรกๆ ซึ่งได้แก่การศึกษาเกี่ยวกับ กระท่อมไม้ซุง, สะพาน , ยุ้งฉาง , ทำให้เขาสร้างผลงานชิ้นแรกๆของเขาเองขึ้นมาเป็นสะพานอุปมาที่มิได้นำไปสู่ที่ใด โดยสร้างขึ้นจากไม้สนในลักษณะลวกๆ แต่ใช้การได้ดีแบบเดียวกับของคนรุ่นบุกเบิก, จากนั้นเขาก็ออกแบบงานที่มีโครงสร้างใหญ่กว่า ซึ่งใช้ประโยชน์ได้ อย่างเช่น สำนักงาน, ห้องอ่านหนังสือ แผงหนังสือพิมพ์, โดยใช้วัสดุธรรมดาๆทั่วไปและใช้ฝีมือช่างไม้ธรรมดา,เขากล่าวไว้ว่าเขามีความตั้งใจที่จะ"สร้างสถานที่ชุมนุมสังสรรค์ต่างๆที่อยู่กลางแจ้งเพื่อให้ประชาชนใช้ร่วมกันอย่างเกิดประโยชน์และใช้ได้ตลอดเวลา."งานต่างๆที่เขาได้รับมอบหมายให้ทำประกอบด้วย ย่านการค้าสำหรับเดินซื้อของ ,อุทยานกวีนิพนธ์ , ห้องสมุดสำหรับวิทยาลัยศิลปกรรมและออกแบบ แห่งแมรี่แลนด์ ในซิลเวอร์ สปิง, สะพานสำหรับวนอุทยาน แห่งหนึ่งในนครซีแอ๊ตเติล,และ"ห้องเพื่อเป็นเกียรติแก่เฮนรี่ เดวิด ธอโร"ซึ่งเป็นวีรบุรุษผู้หนึ่งที่เขายกย่อง ณ สถานที่ตั้งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวอลเด็นพอนด์ รัฐแมสสาชูเสทส์.
อาร์มาจานีเชื่อว่า ศิลปินกับสถาปนิกสามารถจะและน่าจะทำงานร่วมกันในสมัยปัจจุบันนี้เหมือนกับที่เคยกระทำมาแล้วเป็นบางช่วงบางสมัยในอดีด
การร่วมงานกันในแบบที่อาร์มาจานีและสหายร่วมงานของเขาคิดไว้นั้นไปไกลเกินกว่าการสร้างงานศิลปไปแสดงไว้ในที่สาธารณะต่างๆอย่างที่ทำกันในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาซึ่งบรรดาศิลปินได้รับการว่าจ้างให้จัดทำงานศิลปะขึ้นสำหรับไปติดตั้งบริเวณที่ว่างที่เว้นไว้ของสถาปัตยกรรมซึ่งมีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะวางแผนไว้ก่อนหรือว่ามาคิดกันในตอนหลังก็ตาม, งานศิลปกรรมจำนวนมากมายได้รับการติดตั้งในลักษณะนี้ โดยอาศัยเงินอุดหนุนของรัฐหรือเงินอุดหนุนจากองค์การปกครองท้องถิ่นซึ่งในหลายรายน่าเสียดายที่ไม่ดีคุ้มค่า. ทั้งนี้เพราะศิลปินใช้วิธีง่ายๆโดยนำผลงานที่ออกแบบไว้แล้วหรือทำเสร็จไว้ก่อนแล้วนำไปตั้งลงในห้องโถงใหญ่ๆหรือลานสาธารณะกว้างๆที่มอบให้เขาดำเนินการ. ตามปกติศิลปินไม่มีสิทธิออกความเห็นเกี่ยวกับแบบแผนสถานที่ตั้ง และบ่อยมากทีเดียวที่อาคารโดยรอบ เช่น อาคารที่ทำการของรัฐบาลและอะไรๆพวกเดียวกันนี้ จะมีลักษณะไม่น่าดูจนทำให้งานศิลปะดูไม่เด่น, กระนั้นก็ดี จากโครงการศิลปะในที่สาธารณะทำให้ศิลปินจำนวนหนึ่งและราษฎรธรรมดาอีกไม่ทราบจำนวน หันมาพิจาราณาดูปัญหาเรื่องศิลปะในที่สาธารณะทั้งหมดด้วยทัศนะใหม่ๆ
หนึ่งในบรรดาอุปสรรคที่มากับการร่วมงานใดๆก็ตามระหว่างสถาปนิกกับศิลปินได้แก่ ความแตกต่างกันอย่างมากมายในวิธีการที่บุคคลทั้งสองกลุ่มเข้าดำเนินงานของตน, ที่สำคัญที่สุด งานสถาปัตยกรรมเป็นแขนงวิชาเพื่อสังคมรูปหนึ่งซึ่งว่าด้วยการตอบสนองความต้องการนานาชนิดที่มีความเกี่ยวพันกับสุนทรียภาพเพียงเล็กน้อย ทุกสิ่งที่สถาปนิกสร้างขึ้นจะต้องได้รับการวางแผนและออกแบบอย่างพิถีพิถันละเอียดละออลงบนกระดาษก่อนแม้แต่รายละเอียดปลีกย่อยที่เล็กที่สุด, ศิลปินส่วนมากใช้วิธีทดลองไปเรื่อยๆโดยไม่มีอะไรตายตัวแน่นอนและมีน้อยเหลือเกินในปัจจุบันที่งานขั้นสุดท้ายจะมีรูปแบบถอดออกมาโดยตรงตามลำดับจากภาพร่างเบื้องต้น, ปัญหาเช่นว่านี้ได้รับการยกมากล่าวถึงไว้อย่างชัดเจน โดยสถานิก ฮิวจ์ ฮาร์ดี เมื่อเขาให้สัมภาษณ์กับบาร์บาราลี ไดอามอนสดีน สำหรับลงพิมพ์ในหนังสือของเธอเรื่องAmerican Architecture Now ว่า"การร่วมงานกับพวกศิลปินทำความสับสนให้กับกระบวนการต่างๆที่สถาปนิกวาดมโนภาพไว้"
ถึงแม้ว่า สถาปนิกที่มีชื่อเสียงส่วนใหญ่จะมีทีท่าว่าจะเห็นด้วยกับฮาร์ดี้ แต่ผู้หนึ่งในบรรดาศิลปินที่มีชื่อเสียงที่สุด คือ ไอ.เอ็ม.เปอี จะมีการไคร่ครวญบ้างเหมือนกัน จากการให้สัมภาษณ์กับไดโดมอน สตีน เขาพูดถึงอาคารของ MIT นี้ว่า" งานของศิลปินจะไม่เป็นเพียงศิลปะวัติถุชิ้นหนึ่งซึ่งไปตั้งอยู่ในที่ว่างหรือแขวนไว้บนผนังตึก แต่มันจะเป็นส่วนหนึ่งของต้วอาคาร เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อมที่จะดำรงอยู่ตลอดไป" เปอียังกล่าวอีกด้วยว่า หมดสมัยแล้วที่คนๆเดียวจะเป็นทั้งศิลปินและสถาปนิก " ความสลับซับซ้อนในด้านวิทยาการของชีวิตสมัยนี้จะปิดกั้นมิให้คนเราเป็นเหมือนสมัยเรอเนซองค์ได้อีก, ผมไม่คิดว่าเราจะพบบุคคลเช่นว่านั้นอีกต่อไปแล้ว. ฉนั้น ศิลปินและสถาปนิกจะต้องเริ่มทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน,เรื่องนี้เรายังไม่สามารถทำได้ดี,ทุกวันนี้ผมคิดว่าบรรดาศิลปินต่างมีความรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง พวกเขายังรู้สึกอีกด้วยว่า พวกเขาก้าวล้ำหน้าบรรดาสถาปนิกทั้งหลายไปมาก "
สิ่งหนึ่งที่ อาร์มาจานี, เออร์วิน, ไฟลช์เนอร์, เบอร์ตัน และผู้ร่วมแนวทางของพวกเขาดูเหมือนจะเห็นพ้องกันก็คือ การทำงานในภาคที่เกี่ยวกับประชาชน หมายถึง ต้องทิ้งคัมภีร์แห่งศิลปะบางอย่างไปบ้าง, พูดกว้างๆก็หมายถึงการขจัดการทำเพื่อตนเองของศิลปินทิ้งไป. "ในฐานะศิลปินของประชาชน คุณต้องทำงานภายในกรอบรสนิยมของประชาชน" เบอร์ตันกล่าว" จำต้องมีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์. คุณทำงานร่วมกับนักพัฒนา กับสถาปนิก และกับนักการเมือง และคุณจะต้องไม่ผูกพันกับความคิดอย่างใดอย่างหนึ่งจนหมดทั้งตัว"
PIYADA_AUD
ยินดีต้อนรับสู่บ้านของเรา สถาปัตยกรรมของเรา
สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในตัวเอง
สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นเป็นของที่ไม่ละเมียดละไม...แต่งดงาม
สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นเป็นของที่ไม่ถาวร...แต่ยั่งยืน
สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นเป็นของที่ง่ายๆ...แต่ทรงภูมิปัญญา
สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นเป็นของธรรมดา...แต่มีอัตลักษณ์
และที่สำคัญสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นเป็นสถาปัตยกรรมแห่งความจริง
ทุกอณูในเนื้องานสะท้อนความจริงของวัสดุ โครงสร้าง ภูมิปัญญาท้องถิ่น
สะท้อนความจริงของปัจจัยแวดล้อม
สะท้อนความจริงของวิถีการใช้สอย
จึงพูดได้ว่า เป็นสถาปัตยกรรมแห่งสัจจะ...ไร้มายา...จึงมีคุณค่าเหนือกาลเวลา
สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในตัวเอง
สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นเป็นของที่ไม่ละเมียดละไม...แต่งดงาม
สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นเป็นของที่ไม่ถาวร...แต่ยั่งยืน
สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นเป็นของที่ง่ายๆ...แต่ทรงภูมิปัญญา
สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นเป็นของธรรมดา...แต่มีอัตลักษณ์
และที่สำคัญสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นเป็นสถาปัตยกรรมแห่งความจริง
ทุกอณูในเนื้องานสะท้อนความจริงของวัสดุ โครงสร้าง ภูมิปัญญาท้องถิ่น
สะท้อนความจริงของปัจจัยแวดล้อม
สะท้อนความจริงของวิถีการใช้สอย
จึงพูดได้ว่า เป็นสถาปัตยกรรมแห่งสัจจะ...ไร้มายา...จึงมีคุณค่าเหนือกาลเวลา
วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
การออกแบบ Design
การออกแบบ Design
การออกแบบ หมายถึง การถ่ายทอดรูปแบบจากความคิดออกมาเป็นผลงาน ที่ผู้อื่น
สามารถมองเห็น รับรู้ หรือสัมผัสได้ เพื่อให้มีความเข้าใจในผลงานร่วมกัน
ความสำคัญของการออกแบบ มีอยู่หลายประการ กล่าวคือ
1.ในแง่ของการวางแผนการการทำงาน งานออกแบบจะช่วยให้การทำงานเป็นไปตาม
ขั้นตอน อย่างเหมาะสม และประหยัดเวลา ดังนั้นอาจถือว่าการออกแบบ คือ การวาง
แผนการทำงานก็ได้
2. ในแง่ของการนำเสนอผลงาน ผลงานออกแบบจะช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องมีความเข้าใจ
ตรงกันอย่างชัดเจน ดังนั้น ความสำคัญในด้านนี้ คือ เป็นสื่อความหมายเพื่อความเข้าใจ
ระหว่างกัน
3. เป็นสิ่งที่อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับงาน งานบางประเภทอาจมีรายละเอียดมากมาย
ซับซ้อน ผลงานออกแบบจะช่วยให้ผู้เกี่ยวข้อง และผู้พบเห็นมีความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้น
หรืออาจกล่าวได้ว่า ผลงานออกแบบ คือ ตัวแทนความคิดของผูออกแบบได้ทั้งหมด
4. แบบ จะมีความสำคัญอย่างที่สุด ในกรณีที่ นักออกแบบกับผู้สร้างงานหรือผู้ผลิต
เป็นคนละคนกัน เช่น สถาปนิกกับช่างก่อสร้าง นักออกแบบกับผู้ ผลิตในโรงงาน
หรือถ้าจะเปรียบไปแล้ว นักออกแบบก็เหมือนกับคนเขียนบทละครนั่นเอง
แบบ เป็นผลงานจากการออกแบบ เป็นสิ่งที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์และฝีมือของ
นักออกแบบ แบบมีอยู่หลายลักษณะ ดังนี้ คือ
1. เป็นภาพวาดลายเส้น (drawing) ภาพระบายสี (Painting) ภาพถ่าย (Pictures)
หรือแบบร่าง (Sketch) แบบที่มีรายละเอียด (Draft) เช่น แบบก่อสร้าง ภาพพิมพ์
(Printing) ฯลฯ ภาพต่าง ๆ ใช้แสดงรูปลักษณะของงาน หรือแสดงรายละเอียดต่าง ๆ
เกี่ยวกับงาน ที่เป็น 2 มิติ
2. เป็นแบบจำลอง (Model) หรือของจริง เป็นแบบอีกประเภทหนึ่งที่ใช้แสดง
รายละเอียดของงานได้ชัดเจนกว่าภาพต่าง ๆ เนื่องจากมีลักษณะเป็น 3 มิติ ทำให้
สามารถเข้าใจในผลงานได้ดีกว่า นอกจากนี้ แบบจำลองบางประเภทยังใช้งานได้
เหมือนของจริงอีกด้วยจึงสมารถใช้ในการทดลอง และทดสอบการทำงาน เพื่อหา
ข้อบกพร่องได้
ประเภทของการออกแบบ 1. การออกแบบทางสถาปัตยกรรม (Architecture Design) เป็นการออกแบบเพื่อ
การก่อสร้าง สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ นักออกแบบสาขานี้ เรียกว่า สถาปนิก (Architect) ซึ่ง
โดยทั่วไปจะต้องทำงานร่วมกับ วิศวกรและมัณฑนากร โดยสถาปนิก รับผิดชอบเกี่ยว
กับประโยชน์ใช้สอยและความงามของสิ่งก่อสร้าง งานทางสถาปัยตกรรมได้แก่
- สถาปัตยกรรมทั่วไป เป็นการออกแบบสิ่งก่อสร้างทั่วไป เช่น อาคาร บ้านเรือน ร้านค้า โบสถ์ วิหาร ฯลฯ
- สถาปัตยกรรมโครงสร้าง เป็นการออกแบบเฉพาะโครงสร้างหลักของอาคาร
- สถาปัตยกรรมภายใน เป็นการออกแบบที่ต่อเนื่องจากงานโครงสร้าง ที่เป็นส่วนประกอบของอาคาร
- งานออกแบบภูมิทัศน์ เป็นการออกแบบที่มีบริเวณกว้างขวาง เป็นการจัดบริเวณพื้นที่ต่าง ๆ
เพื่อให้เหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอยและความสวยงาม
- งานออกแบบผังเมือง เป็นการออกแบบที่มีขนาดใหญ่ และมีองค์ประกอบซับซ้อน ซึ่งประกอบ
ไปด้วยกลุ่มอาคารจำนวนมาก ระบบภูมิทัศน์ ระบบสาธารณูปโภค ฯลฯ
2. การออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design) เป็นการออกแบบเพื่อการผลิต ผลิตภัณฑ์
ชนิดต่าง ๆงานออกแบบสาขานี้ มีขอบเขตกว้างขวางมากที่สุด และแบ่งออกได้มากมาย
หลาย ๆ ลักษณะ นักออกแบบรับผิดชอบเกี่ยวกับประโยชน์ใช้สอยและความสวยงามของ
ผลิตภัณฑ์ งานออกแบบประเภทนี้ได้แก่
- งานออกแบบเฟอร์นิเจอร์
- งานออกแบบครุภัณฑ์
- งานออกแบบเครื่องสุขภัณฑ์
- งานออกแบบเครื่องใช้สอยต่างๆ
- งานออกแบบเครื่องประดับ อัญมณี
- งานออกแบบเครื่องแต่งกาย
- งานออกแบบภาชนะบรรจุผลิตภัณฑ์
- งานออกแบบผลิตเครื่องมือต่าง ๆ ฯลฯ
3. การออกแบบทางวิศวกรรม (Engineering Design) เป็นการออกแบบเพื่อการผลิต
ผลิตภัณฑ์ชนิดต่าง ๆ เช่นเดียวกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกัน ต้องใช้
ความรู้ความสามารถและเทคโนโลยีในการผลิตสูง ผู้ออกแบบคือ วิศวกร ซึ่งจะรับผิดชอบ
ในเรื่องของประโยชน์ใช้สอย ความปลอดภัยและ กรรมวิธีในการผลิต บางอย่างต้องทำงาน
ร่วมกันกับนักออกแบบสาขาต่าง ๆ ด้วย งานอกแบบประเภทนี้ได้แก่
- งานออกแบบเครื่องใช้ไฟฟ้า
- งานออกแบบเครื่องยนต์
- งานออกแบบเครื่องจักรกล
- งานออกแบบเครื่องมือสื่อสาร
- งานออกแบบอุปกณ์อิเลคทรอนิคส์ต่าง ๆ ฯลฯ
4. การออกแบบตกแต่ง (Decorative Design) เป็นการออกแบบเพื่อการตกแต่งสิ่งต่าง ๆ
ให้สวยงามและเหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอยมากขึ้น นักออกแบบเรียนว่า มัณฑนากร
(Decorator) ซึ่งมักทำงานร่วมกับสถาปนิก งานออกแบบประเภทนี้ได้แก่
- งานตกแต่งภายใน (Interior Design)
- งานตกแต่งภายนอก (Exterior Design)
- งานจัดสวนและบริเวณ ( Landscape Design)
- งานตกแต่งมุมแสดงสินค้า (Display)
- การจัดนิทรรศการ (Exhibition)
- การจัดบอร์ด
- การตกแต่งบนผิวหน้าของสิ่งต่าง ๆ เป็นต้น ฯลฯ
5. การออกแบบสิ่งพิมพ์ (Graphic Design) เป็นการออกแบบเพื่อทางผลิตงานสิ่งพิมพ์
ชนิดต่าง ๆ ได้แก่ หนังสือ หนังสือพิมพ์ โปสเตอร์ นามบัตร บัตรต่าง ๆ งานพิมพ์ลวดลายผ้า
งานพิมพ์ภาพลงบนสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ งานออกแบบรูปสัญลักษณ์ เครื่องหมายการค้า ฯลฯ
การออกแบบ หมายถึง การถ่ายทอดรูปแบบจากความคิดออกมาเป็นผลงาน ที่ผู้อื่น
สามารถมองเห็น รับรู้ หรือสัมผัสได้ เพื่อให้มีความเข้าใจในผลงานร่วมกัน
ความสำคัญของการออกแบบ มีอยู่หลายประการ กล่าวคือ
1.ในแง่ของการวางแผนการการทำงาน งานออกแบบจะช่วยให้การทำงานเป็นไปตาม
ขั้นตอน อย่างเหมาะสม และประหยัดเวลา ดังนั้นอาจถือว่าการออกแบบ คือ การวาง
แผนการทำงานก็ได้
2. ในแง่ของการนำเสนอผลงาน ผลงานออกแบบจะช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องมีความเข้าใจ
ตรงกันอย่างชัดเจน ดังนั้น ความสำคัญในด้านนี้ คือ เป็นสื่อความหมายเพื่อความเข้าใจ
ระหว่างกัน
3. เป็นสิ่งที่อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับงาน งานบางประเภทอาจมีรายละเอียดมากมาย
ซับซ้อน ผลงานออกแบบจะช่วยให้ผู้เกี่ยวข้อง และผู้พบเห็นมีความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้น
หรืออาจกล่าวได้ว่า ผลงานออกแบบ คือ ตัวแทนความคิดของผูออกแบบได้ทั้งหมด
4. แบบ จะมีความสำคัญอย่างที่สุด ในกรณีที่ นักออกแบบกับผู้สร้างงานหรือผู้ผลิต
เป็นคนละคนกัน เช่น สถาปนิกกับช่างก่อสร้าง นักออกแบบกับผู้ ผลิตในโรงงาน
หรือถ้าจะเปรียบไปแล้ว นักออกแบบก็เหมือนกับคนเขียนบทละครนั่นเอง
แบบ เป็นผลงานจากการออกแบบ เป็นสิ่งที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์และฝีมือของ
นักออกแบบ แบบมีอยู่หลายลักษณะ ดังนี้ คือ
1. เป็นภาพวาดลายเส้น (drawing) ภาพระบายสี (Painting) ภาพถ่าย (Pictures)
หรือแบบร่าง (Sketch) แบบที่มีรายละเอียด (Draft) เช่น แบบก่อสร้าง ภาพพิมพ์
(Printing) ฯลฯ ภาพต่าง ๆ ใช้แสดงรูปลักษณะของงาน หรือแสดงรายละเอียดต่าง ๆ
เกี่ยวกับงาน ที่เป็น 2 มิติ
2. เป็นแบบจำลอง (Model) หรือของจริง เป็นแบบอีกประเภทหนึ่งที่ใช้แสดง
รายละเอียดของงานได้ชัดเจนกว่าภาพต่าง ๆ เนื่องจากมีลักษณะเป็น 3 มิติ ทำให้
สามารถเข้าใจในผลงานได้ดีกว่า นอกจากนี้ แบบจำลองบางประเภทยังใช้งานได้
เหมือนของจริงอีกด้วยจึงสมารถใช้ในการทดลอง และทดสอบการทำงาน เพื่อหา
ข้อบกพร่องได้
ประเภทของการออกแบบ 1. การออกแบบทางสถาปัตยกรรม (Architecture Design) เป็นการออกแบบเพื่อ
การก่อสร้าง สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ นักออกแบบสาขานี้ เรียกว่า สถาปนิก (Architect) ซึ่ง
โดยทั่วไปจะต้องทำงานร่วมกับ วิศวกรและมัณฑนากร โดยสถาปนิก รับผิดชอบเกี่ยว
กับประโยชน์ใช้สอยและความงามของสิ่งก่อสร้าง งานทางสถาปัยตกรรมได้แก่
- สถาปัตยกรรมทั่วไป เป็นการออกแบบสิ่งก่อสร้างทั่วไป เช่น อาคาร บ้านเรือน ร้านค้า โบสถ์ วิหาร ฯลฯ
- สถาปัตยกรรมโครงสร้าง เป็นการออกแบบเฉพาะโครงสร้างหลักของอาคาร
- สถาปัตยกรรมภายใน เป็นการออกแบบที่ต่อเนื่องจากงานโครงสร้าง ที่เป็นส่วนประกอบของอาคาร
- งานออกแบบภูมิทัศน์ เป็นการออกแบบที่มีบริเวณกว้างขวาง เป็นการจัดบริเวณพื้นที่ต่าง ๆ
เพื่อให้เหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอยและความสวยงาม
- งานออกแบบผังเมือง เป็นการออกแบบที่มีขนาดใหญ่ และมีองค์ประกอบซับซ้อน ซึ่งประกอบ
ไปด้วยกลุ่มอาคารจำนวนมาก ระบบภูมิทัศน์ ระบบสาธารณูปโภค ฯลฯ
2. การออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design) เป็นการออกแบบเพื่อการผลิต ผลิตภัณฑ์
ชนิดต่าง ๆงานออกแบบสาขานี้ มีขอบเขตกว้างขวางมากที่สุด และแบ่งออกได้มากมาย
หลาย ๆ ลักษณะ นักออกแบบรับผิดชอบเกี่ยวกับประโยชน์ใช้สอยและความสวยงามของ
ผลิตภัณฑ์ งานออกแบบประเภทนี้ได้แก่
- งานออกแบบเฟอร์นิเจอร์
- งานออกแบบครุภัณฑ์
- งานออกแบบเครื่องสุขภัณฑ์
- งานออกแบบเครื่องใช้สอยต่างๆ
- งานออกแบบเครื่องประดับ อัญมณี
- งานออกแบบเครื่องแต่งกาย
- งานออกแบบภาชนะบรรจุผลิตภัณฑ์
- งานออกแบบผลิตเครื่องมือต่าง ๆ ฯลฯ
3. การออกแบบทางวิศวกรรม (Engineering Design) เป็นการออกแบบเพื่อการผลิต
ผลิตภัณฑ์ชนิดต่าง ๆ เช่นเดียวกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกัน ต้องใช้
ความรู้ความสามารถและเทคโนโลยีในการผลิตสูง ผู้ออกแบบคือ วิศวกร ซึ่งจะรับผิดชอบ
ในเรื่องของประโยชน์ใช้สอย ความปลอดภัยและ กรรมวิธีในการผลิต บางอย่างต้องทำงาน
ร่วมกันกับนักออกแบบสาขาต่าง ๆ ด้วย งานอกแบบประเภทนี้ได้แก่
- งานออกแบบเครื่องใช้ไฟฟ้า
- งานออกแบบเครื่องยนต์
- งานออกแบบเครื่องจักรกล
- งานออกแบบเครื่องมือสื่อสาร
- งานออกแบบอุปกณ์อิเลคทรอนิคส์ต่าง ๆ ฯลฯ
4. การออกแบบตกแต่ง (Decorative Design) เป็นการออกแบบเพื่อการตกแต่งสิ่งต่าง ๆ
ให้สวยงามและเหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอยมากขึ้น นักออกแบบเรียนว่า มัณฑนากร
(Decorator) ซึ่งมักทำงานร่วมกับสถาปนิก งานออกแบบประเภทนี้ได้แก่
- งานตกแต่งภายใน (Interior Design)
- งานตกแต่งภายนอก (Exterior Design)
- งานจัดสวนและบริเวณ ( Landscape Design)
- งานตกแต่งมุมแสดงสินค้า (Display)
- การจัดนิทรรศการ (Exhibition)
- การจัดบอร์ด
- การตกแต่งบนผิวหน้าของสิ่งต่าง ๆ เป็นต้น ฯลฯ
5. การออกแบบสิ่งพิมพ์ (Graphic Design) เป็นการออกแบบเพื่อทางผลิตงานสิ่งพิมพ์
ชนิดต่าง ๆ ได้แก่ หนังสือ หนังสือพิมพ์ โปสเตอร์ นามบัตร บัตรต่าง ๆ งานพิมพ์ลวดลายผ้า
งานพิมพ์ภาพลงบนสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ งานออกแบบรูปสัญลักษณ์ เครื่องหมายการค้า ฯลฯ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)